Actions

Work Header

Meet Me Under The Full Moon

Summary:

The last raid from the Fire Nation Hakoda lost his wife, and his son's in the verge of dying. The chief decided to go up north for help.

Notes:

(See the end of the work for notes.)

Chapter 1: บุตรแห่งฮาโคดะ

Chapter Text

วายะศักราช 94
นครอักนาเคลฺอา

 

ฮาโคดะไม่มีเวลาให้เสียใจกับการจากไปของภรรยา ตอนนี้บุตรชายต้องการเขามากที่สุด

ซ็อกกาบาดเจ็บปางตายจากการต้องเผชิญหน้ากับทหารแคว้นอัคคี

ทั้งหมดเกิดจากตัวเขาที่คลาดสายตาไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น ฮาโคดะนั่งมองร่างเล็กที่เต็มไปด้วยบาดแผล

สถานการณ์ของเด็กชายย่ำแย่เกินว่าจะรักษาด้วยวิธีอันจำกัดของหมอที่มีอยู่ในเผ่า อาการของซ็อกกาจะถูกรักษาหากได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีปราณธาตุ และเผ่าวารีใต้ไม่มีบุคคลที่ว่า

หัวหน้าเผ่าอย่างฮาโคดะรู้ดีว่าที่นี่ไม่มีใครสามารถช่วยบุตรชายของเขาได้อีกแล้ว

เขาจำเป็นจะต้องตัดสินใจ และเขาเลือกการเดินทางไปยังถิ่นพี่น้องอย่างเผ่าวารีเหนือ ที่นั่นผู้ใช้ปราณธาราอาจมีโอกาสช่วยรักษาบุตรชายของเขาได้

เมื่อมั่นใจว่าความเป็นไปของคนในเผ่าอยู่ภายใต้การจัดการของผู้รักษาการณ์ที่ไว้ใจได้อย่างบาโท คาทาร่าที่กำลังขวัญเสียได้รับการดูแลจากคานน่าผู้เป็นมารดาของเขา หัวหน้าเผ่าวารีก็เลือกเรือที่เร็วที่สุดเพื่อการเดินทางครั้งนี้ และส่งสารด่วนล่วงหน้าไปยังเผ่าวารีเหนือ หวังว่ามันจะไปถึงที่นั่นเร็วกว่าพาหนะของตน

เป็นโชคดีที่ทุกคนภายใต้ความปกครองเข้าใจว่าครั้งนี้ผู้นำจำเป็นจะต้องช่วยครอบครัวของตนก่อน ทุกคนเชื่อว่าการเสียชีวิตของคาย่าเป็นการเสียสละที่มากเกินพอแล้วของฮาโคดะ ไม่มีใครถือโทษโกรธเขาที่เลือกทิ้งหมู่บ้านเพื่อช่วยชีวิตของบุตรชาย

ชายหนุ่มผูกบังเหียนเข้ากับตัวอัคลูต¹ สัตว์พาหนะทางน้ำตัวสุดท้ายของค่าย

ทรัพยากรหลายอย่างในเผ่าวารีใต้ค่อนข้างขาดแคลนหลังถูกแคว้นอัคคีโจมตีอยู่บ่อยครั้ง สิ่งมีชีวิตทางปศุสัตว์จึงล้มหายตายจากไปแทบหมด อัคลูตของเผ่าจึงถูกใช้แค่ในยามจำเป็น

ฮาโคดะยังคงรู้สึกลังเลในใจ แม้จะอยากช่วยบุตรชายของเขาเพียงใดก็ตาม แต่ความเป็นผู้นำก็ยังทำให้เขารู้สึกผิดที่จะเบียดเบียนทรัพยากรอันน้อยนิดของคนหมู่มาก

"ซ็อกกาก็เป็นเหมือนหลานชายคนหนึ่งของข้า หากช่วยเขาไม่สำเร็จเจ้าก็อย่ากลับมา"

บาโทมองหัวหน้าเผ่าที่พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทของตนมีท่าทีกระวนกระวายปิดไม่มิด เขารู้ว่าคนอย่างฮาโคดะไม่มีวันให้ความต้องการของตนมาก่อน การเป็นคนเช่นนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวได้รับตำแหน่งหัวหน้า

แต่ในเวลานี้คุณสมบัติดังกล่าวอาจส่งผลกับความเป็นความตายของเด็กคนหนึ่งได้ บาโทจึงต้องทำหน้าที่เป็นจิตใต้สำนึกข้างที่เห็นแก่ตัวให้อีกฝ่าย

การที่คนในค่ายรอดพ้นจากการโจมตีโดยแทบไม่ได้รับความเสียหายใดๆ นั้นต้องแลกมาด้วยชีวิตของคาย่า เขาเชื่อว่าชาวค่ายทุกคนไม่มีใครรู้สึกเสียดายนักกับการต้องยกสัตว์พาหนะให้ผู้นำสักตัว

แม้จะเป็นยามคับขัน แต่ทุกคนก็ช่วยตระเตรียมข้าวของและเสบียงสำหรับเดินทางให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อหัวหน้า

"..คาทาร่ายังไม่ยอมออกจากกระโจม" คานน่ากล่าวขณะห่มผ้าขนสัตว์ให้หลานชายที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเรือ  

"ฝากดูแลนางด้วย" ฮาโคดะบีบมือผู้เป็นแม่
หญิงชราพยักหน้า "พวกเราจะเก็บร่างของคาย่าเอาไว้รอเจ้าและซ็อกกากลับมาทำพิธี"

ฮาโคดะก้มมองพื้นหลบตาผู้เป็นมารดา แต่เขม่าหิมะสีดำที่ร่วงอยู่เต็มพื้นยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เพิ่งเกิด
ชายหนุ่มบอกลาทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนคุมบังเหียนให้ตัวอัคลูตลากเรือออกสู่มหาสมุทร

 

 

มันเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก การต้องคอยหลบเรือกลไฟของแคว้นอัคคีไม่เหลือบ่ากว่าแรงในยามปกติ แต่ฮาโคดะที่เพิ่งผ่านการรบมาหมาดๆ สภาพร่างกายของเขาไม่มีความพร้อมมากพอ ประสาทสัมผัสไม่เฉียบแหลมเท่าตอนที่ร่างกายยังสมบูรณ์พร้อม ยิ่งใช้เวลานาน ทั้งอาการของเขาและซ็อกกาก็ยิ่งทรุดลงเรื่อยๆ

ฮาโคดะไม่เคยรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่เอ่อล้นมากขนาดนี้มาก่อน จากที่เคยมั่นใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือทันทีที่ไปถึงเผ่าวารีเหนือ ชายหนุ่มก็เริ่มไม่แน่ใจว่าบุตรชายของตนจะมีชีวิตรอดไปถึงเมื่อนั้นหรือไม่

ทุยกับลา ในคืนหนึ่งที่เขามองดวงจันทร์อย่างสิ้นหวัง ฮาโคดะก็ได้พบกับเรือใหญ่ลำหนึ่ง ลูกเรือแต่งกายด้วยอาภรณ์สีที่คุ้นเคย แม้การตกแต่งยิบย่อยจะแตกต่างกัน เขาตะโกนออกไปสุดเสียง

เหมือนว่าสารด่วนที่เขาส่งไปจะถึงที่เผ่าวารีเหนือก่อนอย่างที่คาดไว้  อาร์นุคผู้เป็นหัวหน้าเผ่าเมื่อได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเผ่าพี่น้องที่อีกซีกโลกก็ส่งคนออกตามหาเรือของฮาโคดะที่กำลังเดินทางมาทันที

"ท่านคงเป็นฮาโคดะ" ผู้นำจากแดนเหนือเอ่ย "นครอักนาเคลฺอาขอต้อนรับพวกท่าน"

ทั้งเขาและซ็อกกาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่เด็กชายไม่มีโอกาสรับรู้ถึงสิ่งนั้น ช่วงอยู่บนเรือเมื่อสองสามวันให้หลัง ลูกชายของเขาราวกับตกอยู่ในสภาพจำศีล ไม่ตอบสนองอะไร มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาคล้ายเสียงกระซิบที่ยังบ่งบอกถึงการมีชีวิตอยู่

ร่างเกือบไร้ชีวิตถูกพาไปยังโรงหมอทันทีที่มาถึง ผู้รักษาทุกคนเตรียมพร้อมเพื่อจะช่วยชีวิตเด็กชายอย่างเต็มที่ แต่คนแล้วคนเล่าแม้กระทั่งแพทย์อาวุโสที่สุดแห่งเผ่าวารีเหนือก็ไม่อาจรักษาอาการบาดเจ็บที่ถูกทิ้งไว้เกือบสัปดาห์ได้

กลุ่มต้อนรับเตรียมห้องไว้ให้กับหัวหน้าเผ่าวารีใต้ได้พักผ่อนหลังการสู้รบอย่างยาวนาน ทั้งกับแคว้นอัคคีและกับความกราดเกรี้ยวของมหาสมุทร แต่ฮาโคดะยืนกรานว่าจะไม่พักจนกว่าจะแน่ใจว่าบุตรชายของเขาพ้นขีดอันตรายแล้วจริงๆ

 

 

"เขามาถึงช้าเกินไป ต่อให้ใช้ผู้มีปราณธาตุทั้งเผ่าก็ไม่อาจรักษาเขาได้แล้ว" หนึ่งในผู้รักษากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

ฮาโคดะที่เงียบไปพักใหญ่เอ่ยปากพูดอีกครั้ง "ขอบคุณพวกท่าน ขอบคุณที่พยายามจะรักษาซ็อกกาให้ถึงที่สุด ..คงดีไม่น้อยหากบุตรของข้าได้รู้ว่าพวกท่านทุ่มเทมากขนาดไหนเพื่อช่วยเขาเอาไว้"

เขาพยายามเก็บน้ำเสียงสั่นเครือของตน พยายามจะกล่าวลา แต่ก่อนจะได้พูดอะไร หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ชะเง้อมองจากหลังประตูทางเข้า ฮาโคดะคงไม่ได้สังเกตเห็นร่างเล็กนั้นแต่แรก หากไม่ใช่เพราะเรือนผมสีเงินสว่างอันสะดุดตาของนาง
คนอื่นที่อยู่ในห้องเริ่มมองตามสายตาของหัวหน้าเผ่าวารีใต้ไปหาต้นเหตุที่ทำเจ้าตัวเงียบไป

"องค์หญิง!"

อาร์นุคหันไปหาบุตรีของตนทันที หลายคนในหน่วยแพทย์เริ่มกระซิบกระซาบกัน บรรยากาศในห้องจากที่ดูหดหู่สิ้นหวังก็เริ่มเปลี่ยนไป

"นั่นคงเป็นองค์หญิงยูเอใช่หรือไม่?" เขาเอ่ยถาม

"ถูกแล้ว ท่านฮาโคดะ" อาร์นุคตอบ "และนางก็ยังเป็นสตรีจันทรา"

"สตรีจันทรา?"

"นางเป็นผู้ได้รับพรจากดวงจันทร์โดยตรง"

"อย่างที่ผู้มีปราณธาตุทุกคนได้รับจากทุยกับลางั้นหรือ?" ต้องยอมรับว่าการไม่มีผู้ใช้ปราณธาตุในถิ่นกำเนิดทำให้เขาขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไปหลายส่วน

"คล้ายคลึงแต่ก็ห่างไกล" อาร์นุคโอบไหล่นำทางคู่สนทนา "ให้ข้าเล่าให้ท่านฟังระหว่างทางดีหรือไม่ ข้าว่าเราอาจหาวิธีรักษาบุตรชายของท่านได้แล้วล่ะ"

ฮาโคดะไม่จำเป็นจะต้องรอวาจาโน้มน้าวอะไรอีกเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย

 

 

"โหรของเราเคยทำนายไว้ ว่าเชื้อไขของประมุขเผ่าวารีจะได้รับพรจากทุยกับลาในยามคับขัน" อาร์นุคกล่าวอย่างสบายๆ "ตอนแรกข้าคิดว่าอาจมีเพียงแค่ยูเอ แต่ในคำทำนายก็ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะต้องเป็นเชื้อสายของเผ่าวารีฝั่งเหนือหรือใต้ และก็ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นบุตรหรือธิดา"

"ท่านถึงคาดเดาว่าซ็อกกาอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำทำนายนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?"

"ไม่อาจพิสูจน์จนกว่าเราจะได้ลอง" อาร์นุคยิ้ม "ข้าว่าคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ท่านกับบุตรชายมาถึงที่นี่ในคืนจันทร์เต็มดวงพอดิบพอดี"

ฮาโคดะถูกพาเข้ามาในสถานที่ประหลาด งดงามอย่างน่าประหลาด มีต้นไม้และผืนหญ้าเขียวขจี อากาศอบอุ่นสบายผิวไม่สมกับที่ถูกรายล้อมด้วยผาน้ำแข็ง เสียงน้ำไหลและสายลมเอื่อยให้ความรู้สึกสงบ ท้องนภายามรัตติกาลดูปลอดโปร่งและนุ่มนวลจากแสงของจันทร์เต็มดวง

ในบ่อน้ำตรงกลางสวนมีปลาคู่หนึ่งสีดำและขาว ว่ายวนคลอเคลียกันอยู่ไม่ห่าง

"นั่นคือทุยกับลา" อาร์นุคเอ่ย
ฮาโคดะพยักหน้า เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่จากเผ่าวารีเหนือที่มาตั้งรกรากในเขตขั้วโลกใต้ องค์เทพคู่รักที่ละทิ้งความเป็นอมตะลงมาใช้ชีวิตด้วยกันทุกคืนเพ็ญ

ชั่ววูบหนึ่งเขาเชื่อเต็มหัวใจว่าซ็อกกาจะปลอดภัยหากได้อยู่ที่นี่

ร่างของเด็กชายถูกวางลงบนผืนน้ำ ฮาโคดะยืนกระสับกระส่ายมองร่างเล็กที่ค่อยๆ จมลง ทุกอย่างเงียบเชียบเสียจนน่าหวั่นใจ

ไม่นานนักปลาทั้งคู่ก็เริ่มว่ายวนรอบร่างเล็ก
สีผมของเด็กชายที่เคยดำขลับค่อยๆ กลายเป็นสีเงินสว่างรับกับแสงของดวงจันทร์
ฮาโคดะแทบไม่เชื่อสายตา ส่วนอาร์นุคและกลุ่มแพทย์ที่เหลือพากันยิ้มกว้าง

 

 

คู่พ่อลูกจากเผ่าวารีใต้ใช้เวลาอีกสองสามวันเพื่อพักดูอาการของเด็กชายให้คงที่ ส่วนฮาโคดะเองก็ได้โอกาสพักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาเป็นเวลานาน

บาดแผลเล็กน้อยที่เหลือถูกรักษาด้วยแพทย์ผู้ใช้ปราณ ไม่นานนักซ็อกกาก็กลับมาวิ่งเล่นซนตามประสาเด็กได้เกือบเท่าเดิม

ในช่วงแรกยังมีบ้างบางครั้งที่เด็กชายรู้สึกไม่คุ้นเคยกับภาพสะท้อนใหม่ในกระจก แต่การมีองค์หญิงยูเอเป็นเพื่อนเล่นก็ทำให้เจ้าตัวรู้สึกแปลกแยกน้อยลงมาก

ยูเอมีเพื่อนเล่นติดสอยห้อยตามที่ชื่อฮาห์นเป็นบุตรของแม่ทัพ เด็กชายที่มีผมยาวระต้นคอและมัดจุกเล็กๆ ครึ่งหัวไว้อย่างประณีต ถึงแม้สุดท้ายมันจะหลุดรุ่ยทุกครั้งที่อีกฝ่ายกลับถึงบ้านก็ตาม

"อยู่กับพวกเจ้าข้ากลายเป็นคนแปลกไปเสียได้" ฮาห์นพูดปนหัวเราะ "ถ้าซ็อกกาอยู่นานกว่านี้ข้ามีหวังตกกระป๋อง"

"อย่างน้อยเขาก็ไม่เบื่อเวลาข้าอยากเข้าไปเล่นในครัว" ยูเอเถียง

"เขาก็แค่ตะกละ"

"นี่ ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้นะ!" ซ็อกกาแหว "นั่นมันเพราะข้าเพิ่งเคยเจออาหารของเผ่าวารีเหนือครั้งแรกหรอก"
ยูเอนั่งหัวเราะลั่นมองซ็อกกาที่กำลังวิ่งไล่ตีฮาห์นอย่างไม่เหลือภาพลักษณ์เชื้อไขของผู้นำแห่งเผ่าวารี มีเพียงแค่เพื่อนสามคนที่เล่นกันตามประสาเด็กเท่านั้น

 

ฮาโคดะยืนมองภาพนั้นจากริมหน้าต่างเรือนรับรองแล้วยิ้มน้อยๆ แต่นัยน์ตาสีทะเลลึกมีเพียงความโศกเศร้าฉายออกมา

"เขารู้เรื่องมารดาของเขาหรือไม่?" อาร์นุคถาม

"ข้าเกรงว่าจะยังหาโอกาสที่เหมาะสมไม่ได้" ชายหนุ่มมีสีหน้าอ่อนใจ "ท่านก็เห็น พวกเด็กๆ ดูมีความสุขกันเหลือเกิน"

"ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องรู้" มือเข้มเอื้อมขึ้นบีบบ่าคู่สนทนาให้ผ่อนคลายลง "แต่ท่านเป็นบิดาของเขา ท่านย่อมรู้ดีที่สุดว่าเวลาไหนคือเวลาที่เขาพร้อม ข้าจะไม่ก้าวก่าย"

"ขอบใจท่านมาก"

"ด้วยความยินดี ธิดาของข้าดูจะชอบเขามากทีเดียว" ไม่ใช่เพียงยูเอ เพราะสายตาอ่อนโยนของผู้เป็นบิดาอย่างอาร์นุคก็รู้สึกพึงใจชัดเจนไม่แพ้กัน

เด็กชายผมสีเงินสว่างที่กำลังกระโดดโลดเต้นช่างรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับบุตรีของเขาเสียจนอดเอ็นดูไม่ได้

หากว่านี่ไม่ใช่บุตรชายเพียงคนเดียวของหัวหน้าเผ่าวารีใต้แล้วล่ะก็ เขาเองก็อยากจะลองทาบทามขอซ็อกกามาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมเสียเอง

 

 

ในวันสุดท้ายที่นครอักนาเคลฺอา ฮาห์นร้องไห้เป็นเผาเต่าโดยมีองค์หญิงยืนหัวเราะน้อยๆ คอยปลอบใจอยู่ข้างตัว ซ็อกกาที่เห็นผู้เป็นสหายยืนน้ำตานองหน้าก็เริ่มสะอื้นตาม

"ถึงที่บ้านแล้วท่านห้ามบอกคาทาร่าเด็ดขาดเลยนะ" ซ็อกกาสูดน้ำมูกใส่ผู้เป็นบิดา

ผู้นำเผ่าวารีทั้งสองกอดลากันเป็นครั้งสุดท้าย คู่พ่อลูกบอกลาเหล่าพี่น้องจากแดนเหนือก่อนจะบังคับตัวอัคลูตให้ลากเรือออกสู่มหาสมุทรอีกครั้ง

เมื่อมีโอกาสได้กลับมาอยู่เพียงสองคนพ่อลูก บรรยากาศก็ผ่อนคลายมากขึ้น เด็กชายยังคงไม่หายตื่นเต้นให้ความยิ่งใหญ่งดงามตระการตาของแดนเหนือ พูดจ้อทุกครั้งที่มีโอกาส

"ท่านเห็นปราการน้ำแข็งของพวกเขาไหมท่านพ่อ?! ฮาห์นบอกว่าปราการพวกนั้นสร้างโดยผู้ใช้ปราณธาตุ ท่านว่าคาทาร่าคนเดียวจะทำได้ไหม?"

"นางยังเด็ก" ฮาโคดะยิ้มอ่อน มือใหญ่ลูบที่กลางกระหม่อมของบุตรชายอย่างแผ่วเบา "นางยังไม่ทันถึงวัยให้ท่านย่าสอนเย็บผ้าเสียด้วยซ้ำ เจ้าจะใช้แรงงานน้องสาวให้ก่อปราการด้วยตัวคนเดียวแล้วหรือ?"

"แต่โตไปคาทาร่าก็คงทำอย่างพวกเขาได้แน่ ถึงวันนั้นข้าจะเป็นคนวาดผังให้นางเอง"

"เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าคงต้องเป็นคนซักผ้าแทนระหว่างที่นางไปก่อปราการ"

"แค่นึกถึงตอนเอามือแช่น้ำข้าก็ขนลุกแล้ว" เด็กชายทำสีหน้าเหยเก

"ช่างเสียชื่อเผ่าวารีเสียจริง" ฮาโคดะหัวเราะให้ความตรงไปตรงมาของลูกชาย

"พวกเราไม่ใช่เผ่าน้ำแข็งเสียหน่อย" ร่างเล็กเกาะที่กาบเรือ ชะเง้อมองผิวน้ำ "ผมข้าสีเดียวกับหมาป่าหิมะ ตอนใส่ชุดนักรบหมาป่าคนอื่นในค่ายต้องอิจฉาข้าแน่ ข้ารออวดท่านแม่ ท่านยาย กับคาทาร่าแทบไม่ไหวแล้ว"

"..."

เด็กชายหันมองผู้เป็นบิดาที่จู่ๆ ก็เงียบจนใจหาย

"ซ็อกกา ..มีบางเรื่องที่พ่อยังไม่ได้บอกเจ้า"